วันเสาร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2560

คาถากันผีของหลวงปู่คำตัน เนติปาโร


    ในชีวิตวัยเด็กของผมมีความทรงจำครั้งเก่ามากมายหลายเรื่องราว อาจเศร้าบางสนุกบ้างไปตามประสาแบบเด็กๆ ครั้งเมื่อประมาณ พ.ศ. 2517 บ้านของผมเมื่อก่อนอยู่ที่ผัง 10 บ้านโนนเซียงไพ อำเภอนิคมน้ำอูน สมัยนั้นยังเป็น กิ่ง.อำเภอนิคมน้ำอูน ถ้าจำไม่ผิดเมื่อก่อนพื้นที่ตรงนั้นน่าจะเป็นชื่อตำบลนาใน ยุคนั้นยังไม่มีไฟฟ้ายังไม่มีน้ำปะปา ยังไมมีถนน รพช. สมัยนั้นยังเป็นยุคคอมมิวนิสเต็มบ้านเต็มเมือง เดินไปทางไหนก็มีแต่ทหารกับ อส. ทางเข้าหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้านก็จะมีด่านเกือบทุกจุด วันดีคืนดีก็จะได้ยินเสียงปืนดังถี่บ้าง ดังประปรายบ้างตามป่าตามภูเขา แต่ก็เป็นเรื่องปกติของชาวอำเภอนิคมน้ำอูน เพราะก่อนหน้านั้นก็ได้มีเหตุการคอมมิวนิสต์เข้ามาเผาทำลายที่ว่าการกิ่งอำเภอนิคมน้ำอูน จนทำให้ผู้ครองตาย ได้ข่าวว่าขณะที่ยิงต่อสู้กันผู้ครองได้ลงไปหลบอยู่ในแท้งค์น้ำสี่เหลี่ยมที่ใช้เก็บน้ำฝนแล้วออกมาไม่ได้เพราะขณะนั้นยังมีการยิงต่อสู้กันอยู่พร้อมทั้งเผาอาคารบ้านพักด้วย(ผู้ครอง แปลว่าอะไรผมก็ไม่รู้แต่น่าจะเป็นตำแหน่งนายอำเภอ เพราะชาวบ้านสมัยนั้นจะเรียกกันติดปากว่าผู้ครอง)

   ดังนั้นวัดใกล้บ้านก็จะเป็นศูนย์ฝึก ทสป.(แปลว่าอะไรไม่รู้แต่ได้ยินเขาเรียกว่า ทสป.) การฝึก ทสป. นั้นจะมีทหารเข้ามาฝึกโดยจะให้หนุ่มสาวในหมู่บ้านมาฝึกใช้อาวุธและการต่อสู้ ดูเขาฝึกแล้วคล้ายๆฝึกทหาร จากนั้นก็ให้จัดเวรยามรักษาหมู่บ้านตามทางเข้าหมู่บ้าน บางชุดก็เดินลาดตะเวนตามหมู่บ้านอาวุธประจำกายของ ทสป. คือปืนลูกซอง  ที่เป็นของราชการมาแจก

    วัดกลางโพธิ์ชัยเป็นวัดที่ใกล้บ้านผมมากที่สุดในช่วงนั้นก็จะมีการฝึก ทสป. กันผมและเพื่อนๆก็ชอบไปนั้นดู ขณะที่นั้นดูเขาฝึกก็มักจะขว้างก้อนหินใส่แย้ เพราะในลานวัดจะมีตัวแย้เยอะมากด้วยความเป็นเด็กก็เล่นสนุกไปตามประสาพากันจับไม้ไปไล่ตีแย้กันอย่างสนุกสนาน จนมีพระรูปนึงถือแส้หวายเดินเข้ามาพร้อมตะหวาดแล้วก็ให้เพื่อนๆรวมทั้งผมยืนเรียงแถวหน้ากระดานกันแล้วก็สอนเรื่องบาปบุญจากนั้นก็เฆี่ยนที่ขาคนละทีจนทำให้ผมเจ็บแทบจะกลั้นน้ำตาไม่ไหว หลังจากพระรูปนั้นเดินจากไปผมเลยเพื่อนว่าพระรูปนั้นเขาเป็นใคร ก็ได้คำตอบมาว่า “ท่านชื่อญ่าครูตัน เป็นเจ้าอาวาสวัดกลางโพธิ์ชัยนี้”


    ตั้งแต่นั้นมาชื่อญ่าครูตันก็เริ่มเป็นที่คุ้นหูแล้วก็คุ้นเคยในที่สุดเพราะสถานที่วิ่งเล่นของผมกับเพื่อนๆก็มักจะเป็นลานวัดแห่งนั้น บ่อยครั้งที่ญ่าครูตันจะเอาขนมและผลไม้มาแจกเด็กๆที่วิ่งเล่น พวกผมก็อิ่มหนําสําราญไปตามๆกันก่อนจะแยกย้ายกันกับบ้าน

   เมื่อก่อนนั้นยังไม่มีคลองส่งน้ำชลประทานการทำไร่ทำนาของชาวบ้านก็จะต้องอาศัยน้ำฝนอย่างเดียวปีไหนฝนดีข้าวกล้าไร่นาก็อุดมสมบูรณ์ ปีไหนฝนแล้งข้าวกล้าไร่นาแห้งตา ทำให้บางบ้านบางครอบครัวข้าวไม่พอกินจำเป็นต้องอาศัยข้าวก้นบาตรของหลวงปู่อยู่เสมอ เด็กๆที่ไม่มีอุปกรณ์การเรียนจำพวกสมุดดินสอ หลวงปู่ก็จะเอาสมุดดินสอจากต้นกัณฑ์ที่ญาติโยมทำมาถวายนำมาแจกเด็กๆที่ขาดแคลนเป็นประจำ

   อยู่มาวันหนึ่งมีเหตุการณ์คนในหมู่บ้านเสียชีวิต เมื่อมีคนตายก็จะมีการตั้งศพบำเพ็ญกุศลไว้ที่บ้านผู้ตายและติดเครื่องไฟเปิดธรณีกันแสงทำให้ได้ยินแล้วขนลึกขนพอง ตามธรรมเนียมแล้วถ้ามีคนตายก็จะมีการบวชจูงหรือเรียกอีกอย่างว่าบวชหน้าไฟ คือการบรรพชาสามเณรที่นิยมบวชเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ตาย โดยปรกติการบวชหน้าไฟมักจะบวชกันในวันเผาศพ โดยเมื่อทำพิธีฌาปนกิจเสร็จก็มักจะสึก


   ในครั้งนี้ผมก็ได้บวชกับเขาด้วยเพราะโดนพ่อบังคับก็เลยบวชแบบจำใจ มีคนที่บวชหน้าไฟทั้งหมด 5 คน วันนั้นพอได้เวลาฌาปณกิจศพก็จะมีการเปิดธรณีกันแสงและนำศพไปที่วัด เณรที่บวชหน้าไฟก็จะทำหน้าที่จูงศพคนตายโดยมีญ่าครูตันเดิมนำหน้า พอไปถึงวัดก็จะพาเดินรอบกองฟอนหรือเรียกอีกอย่างว่าเชิงตะกอน 3 รอบ กองฟอนจะใช้ไม้ตัดเป็นท่อนๆทำเป็นฐานสี่เหลี่ยมเอาไว้วางศพคนตายส่วนมากจะตั้งกันที่ลานกลางแจ้ง ก่อนจะยกศพขึ้นกองฟอนก็จะเปิดโลงศพเพื่อล้างหน้าศพและให้ญาติๆดูหน้าเป็นครั้งสุดท้าย แล้วก็ทำการทอดผ้าบังสุกุล สมัยนั้นยังไม่มีเมรุเผาศพ หากมีการเผ่าศพก็จะเผากันกลางแจ้งเลย เมื่อวางดอกไม้จันทน์เสร็จ อส. ก็จะยิงปืนคาร์บินขึ้นฟ้า 3 นัด เสียงจะดังมากจนทำให้ผู้ร่วมงานตกใจกันเลยทีเดียว จากนั้นก็ทำการจุดไฟเผากองฟอน ความร้อนจากกองฟอนเริ่มร้อนแรงขึ้นจนผู้คนเริ่มถอยออกห่าง ไฟเริ่มลุกไหม้ผ้าคลุมศพ จนมองเห็นศพได้ชัดเจนเป็นภาพติดตาติดใจเหลือเกินทำให้ผมเริ่มใจสั่นๆและน้ำตาเริ่มซึมออกมาเพราะรู้สึกเศร้าใจ ทันใดนั้นก็เกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดจนทำให้ผมกลัวจนถึงขั้วหัวใจ เพราะศพที่กำลังถูกเผานั้นลุกขึ้นมานั้งได้ ผมและเณรที่บวชด้วยกันรีบกระโจนออกมาให้ไกลจากกองฟอนแล้วไปหลบอยู่หลังญ่าครูตันทันทีต่างคนต่างเนื้อตัวสั่นไปหมด จากนั้นชาวบ้านก็ตะโกนบอกกันว่า "ศพงอตัวช่วยกันเอาไม้ไปทับให้นอนลงหน่อยเร็ว" แล้วชาวบ้านก็ช่วยกันเอาไม้ท่อนใหญ่ๆไปทับไว้เพื่อให้ศพนอนลงเหมือนเดิม มันช่างเป็นอะไรที่ผมไม่เคยลืมเลือนจนทุกวันนี้เลย


   จากนั้นเณรที่บวชหน้าไฟก็พากันกลับมาที่ศาลาวัดเพื่อจะรอการสึก ขณะที่รอนั้นเณรทุกรูปก็ต่างพูดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น พอยิ่งพูดถึงก็ยิ่งขนลุก ยิ่งคิดก็ยิ่งอยากสึกและกลับบ้านไวๆ แต่วันนั้นผิดความคาดหมายจริงๆ เพราะเจ้าภาพงานศพและญาติผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งหลายไม่ยอมให้สึกด้วยเหตุผลว่า "ให้รอเก็บกระดูกและทำบุญตอนเช้าเสียก่อน เพื่อที่ผู้ตายจะได้ขึ้นสวรรค" สรุปแล้วเณรที่บวชหน้าไฟทั้งหมดก็ยังไม่ได้สึก เพราะหากรูปใดรูปหนึ่งได้สึก รูปอื่นก็อยากสึกตามกัน ดังนั้นเณรทุกรูปก็ต้องนอนที่วัดอยู่เป็นเพื่อกัน โดยมีการจัดให้นอนที่หอระฆัง 3 รูป และนอนที่ศาลา 2 รูป ผมไม่รอช้าเลือกนอนหอระฆังเพราะมีเพื่อนเยอะกว่ายังไงก็ยังดีกว่านอน 2 คนแต่ข้อเสียคือที่มันแคบกว่า แต่ถ้านอนที่ศาลามีเพื่อนน้อยกว่าแต่ได้นอนใกล้พระประธานซึ่งเณรบางรูปเชื่อว่าผีไม่กล้าเข้าใกล้แน่นอน


    พอได้เวลาโพล้เพล้เณรทุกรูปก็อาบน้ำอาบท่าเตรียมเข้านอนกัน ก่อนเข้านอนก็ไหว้พระสวดมนต์แล้วก็ดับเทียนนอน เพราะคินว่ารีบนอนจะได้รีบผ่านพ้นคืนนี้ให้ไปไวๆ เมื่อก่อนนั้นยังไม่มีไฟฟ้ายังตะเกียงกับเทียนกันอยู่ ผู้คนก็นอนหัวค่ำกันเพราะไม่มีทีวีดู พอเริ่มมืดเสียงหรีดหริ่งเรไรก็เริ่มดัง  หิ่งห้อยก็เริ่มบินส่องแสง สายลมก็เริ่มพัดเบาบ้าง หนักบ้างตามจังหวะ แต่คืนนั้นผมยังไม่อาจข่มตาหลับได้เพราะภาพเมื่อกลางวันมันช่างติดตาติดใจเหลือเกิน สักพักก็มีหมาเริ่มหอนเย็นยะเยือกจากในหมู่บ้าน หอนรับกันแบบเป็นทอดๆเหมือนกำลังต้อนรับใครสักคน หอระที่ผมนอนนั้นจะเป็นหอระฆังไม้ข้างบนจะมีไม้ฝากั้นและมีลูกกรงไม้สูงขึ้นจนสามารถมองเห็นข้างนอกได้ชัดเจน ใกล้หอระฆังนั้นจะมีต้นมะม่วงอยู่สองต้น ขณะนอนอยู่ก็จะเห็นเงากิ่งต้นมะม่วงไหวไปไหวมาตามแรงลม ดูๆแล้วเหมือใครกำลังกวักมือเรียกอยู่ เสียงลมพัดกิ่งมะม่วงดังคล้ายๆ ใครกำลังพูดคุยกันฟังแล้วสุดจินตนาการเหลือเกิน หมาเริ่มหอบเข้ามาเขตบริเวรวัด ผมขนลุกซู่จึงรีบเอาจีวรคุมหัว เราทุกคนต่างเงียบกริบแทบจะไม่มีใครขยับตัวพอสักพักก็รู้สึกมีเสียงฝีเท้าใครกำลังเดินอยู่ใกล้ๆหอระฆัง แล้วเดินขึ้นบันไดมา ทันใดนั้นก็มีเสียงตีบันได ปั้งๆ และมีเสียงพูดขึ้นว่า”เณรนอนรึยัง” พอได้ยินเสียงเท่านั้นแหละทุกคนก็รีบลึกขึ้นมางมหาไม้ขีดกับเทียนเป็นการใหญ่เพราะเสียงที่ได้ยินนั้นคือเสียงญ่าครูตัน เหมือนกับว่าญ่าครูตันท่านรู้ว่าพวกเณรกลัวก็เลยขึ้นมานั่งพูดคุยให้เณรใหม่หายกลัว เมื่อพูดคุยได้สักพักก็กลับกุฎิ ก่อนจะกลับกุฏิท่านได้บอกว่าถ้ากลัวผีให้ท่องคาถานี้นะ จากนั้นก็ท่องให้ฟัง 3 รอบแล้วเดินจากไปแบบไม่หันหลังมาสนใจเลย คาถาที่ท่องให้ฟังนั้นมีอยู่ว่า

พุทโธ อะระหัง พุทธังรักษา
ธัมโม อะระหัง ธัมมังรักษา
สังโฆ อะระหัง สังฆังรักษา

   ผมกับเพื่อที่บวชเณรด้วยกันจำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็พยายามช่วยกันจำ จนในที่สุดก็ท่องกันได้อย่างแม่นยำและนอนหลับตาท่องเบาๆเณรรูปอื่นก็ทำท่องประสานเสียงกันไป มันช่างน่าอัศจรรย์เสียจริงเสียงหมาหอนเริ่มเงียบหายไป ลมที่พัดกิ่งก้านมะม่วงก็เบาลงเหลือเพียงแผ่วๆพอให้เย็นสบาย จนเณรเคลิ้มหลับไปตามๆกันมารู้สึกตัวอีกทีก็สว่างพอดี โอ!..นี้มันช่างเหลือเชื่อจริง ในที่สุดก็รอดจากคืนทีน่ากลัวนั้นไปได้ หลังจากสึกแล้วผมก็ยังใช้คาถาบทนี้อยู่เสมอ

   ปัจจุบันนี้คาถาบทนี้ยังช่วยผมหลายครั้งหลายคาให้รอดพ้นจากวิญญาณร้าย และสามารถเป็นใช้ถอนมนต์ดำ คุณไสยได้อีกด้วย ขอขอบคุณหลวงปู่คำตัน เนติปาโร ที่ได้สอนคาถาบทนี้เพื่อเป็นทานให้ผมในครั้งนั้น ผมขอน้อมประพฤติตนเป็นคนดีเพื่อสืบสานพระพุทธศาสนาตลอดไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น